“ประสาร” ยันร่างพ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจไม่ใช่การแปรรูป

"ประสาร" ยันร่างพ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจไม่ใช่การแปรรูป
by

ร่างพ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจไม่ใช่การแปรรูป แค่นำธรรมาภิบาลมาใช้พัฒนารัฐวิสาหกิจ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

 

ทำไมต้องมี พ.ร.บ.นี้

ที่มีพระราชบัญญัติก็เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและ คสช. ที่ตั้งใจจะพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจของเราให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น รัฐวิสาหกิจของเรามีหลากหลายนะครับ บางแห่งก็เข้มแข็งดี แต่เราก็อยากเห็นเขาเข้มแข็งขึ้นอีกและพัฒนาแข่งขันกับคนอื่นได้ อีกหลายแห่งก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาอยู่ เราก็อยากแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างยั่งยืน หลายแห่งทิ้งปัญหาไปเรื่อยๆ อย่างนี้จะไม่ดี มันจะเป็นตัวฉุดรั้งทำให้เราพัฒนาเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ กฎหมายฉบับนี้เรียกว่าเป็นการปฏิรูปเชิงสถาบัน คือส่วนหนึ่งก็มีการปรับโครงสร้างให้เหมาะสม แยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างสถาบันที่ทำหน้าที่นโยบาย กับสถาบันที่ทำหน้าที่กำกับดูแล สถาบันที่แสดงความเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจและแสดงความหวงแหน ถ้าใครไปทำให้สถานะของรัฐวิสาหกิจไม่ดี เขาต้องหวงแหน แล้วก็แยกรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ปฏิบัติ

ส่วนเรื่องกระบวนการก็มีอย่างเช่นจะต้องมีการทำแผน ทำยุทธศาสตร์  ต้องมีกระบวนการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถเหมาะสมเข้ามาเป็นกรรมการของรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีระบบเปิดเผยข้อมูล มีระบบประเมินผลงาน มีระบบตรวจสอบ ก็หวังว่าจะทำให้ระบบรัฐวิสาหกิจมีความเข้มแข็งมากขึ้น

ทำไมจะต้องกำหนดให้มีบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมากำกับดูแลและบริหารจัดการ

ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของหลายท่าน เราต้องมองย้อนกลับสักนิด คือรัฐวิสาหกิจของเราส่วนใหญ่ตั้งมานานแล้วนะครับ บางแห่งก็ตั้งมา 50-60 ปี ในกาลครั้งโน้นก็ต้องยอมรับว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่จะทำในเมืองไทย ไม่ว่าสาธารณูปโภค งานก่อสร้าง โรงไฟฟ้า โทรคมนาคมต่างๆ รัฐเป็นผู้ทำ ธุรกิจเอกชนยังไม่ค่อยเข้มแข็ง เวลา 60 ปีผ่านไป เราจะเห็นได้ว่าธุรกิจเอกชนเขาก็มีพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ประสบวิกฤตบ้าง สิ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญที่เราอาจเรียนรู้ได้จากธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะบริษัทมหาชนก็คือระบบธรรมาภิบาลที่ดี หรือระบบกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งพัฒนาขึ้นมามาก รัฐวิสาหกิจกับบริษัทมหาชนนั้นคล้ายกัน ความจริงรัฐวิสาหกิจก็มีมหาชนเป็นเจ้าของ มีมหาชนเป็นผู้ใช้บริการ บริษัทมหาชนก็เช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่บางครั้งรัฐวิสาหกิจดูจะไม่ค่อยมีใครแสดงความเป็นเจ้าของที่หวงแหน เวลากระทบฐานะนี่ดูจะถอยๆ กันไป ไม่มีใครหวง แต่บริษัทมหาชน เอกชน เราจะเห็นว่าจะมีคนเป็นเจ้าของออกมาแสดงความห่วงใย

เราจะทำอย่างไรให้เขามีระบบกำกับดูแลกิจการที่ดีเหมือนที่เราเห็นในบริษัทมหาชน เช่นเลือกกรรมการก็ต้องมีขั้นตอนที่ดี มีระบบเปิดเผยข้อมูลที่ดี มีระบบตรวจสอบที่ดี มีคนแสดงความหวงแหนในฐานะของเขา แต่อีกด้านหนึ่งเป็นข้อจำกัด มหาชนของเรานี่หลายส่วนนะครับ คือไม่ใช่ทุกส่วน เขายังไม่พร้อมที่จะให้รัฐไปขายหุ้นรัฐวิสาหกิจจนกระทั่งเหลือเป็นส่วนข้างน้อย หรืออีกนัยหนึ่งที่คุ้นกันคือคำว่าแปรรูป เราติดข้อจำกัดที่ว่าแปรรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมา คือผมเป็นวิศวกรไฟฟ้ามาก่อนก็จะคุ้นกับหม้อแปลงไฟฟ้า บรรษัทฯ นี้จะทำหน้าที่คล้ายๆ หม้อแปลงไฟฟ้า คือด้านหนึ่ง ความเป็นเจ้าของของรัฐยังร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ในอีกด้านก็ให้มีความคล่องตัว เอาระบบกำกับกิจการที่ดีของบริษัทมหาชนมาใช้กับ 11 รัฐวิสาหกิจ จากแผนภาพที่ผมเขียนขึ้นมาจะเห็นว่าบรรษัทฯ ที่เปรียบเหมือนหม้อแปลงไฟฟ้านี้ ด้านหนึ่งจะถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังร้อยเปอร์เซ็นต์  กฎหมายฉบับนี้ห้ามขายหุ้นไปให้คนอื่นตลอดกาล อีกนัยหนึ่งก็คือว่ายังเป็นของรัฐ

เรื่องที่กังวลว่าจะไปแปรรูป ไม่ครับ บรรษัทฯ มันถูกตรึงไว้แล้วโดยความเป็นเจ้าของของรัฐ มันไม่เปลี่ยน แต่อีกด้านก็จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่บรรษัทฯ ดูแล จำนวนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด จำนวนหนึ่งซึ่งดูจะพร้อมสักหน่อย คือแปลงส่วนของเจ้าของเป็นทุนเรือนหุ้น แล้วให้บรรษัทฯ ไปถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น บรรษัทฯ ก็จะมีความคล่องตัวสักหน่อย มีที่กำหนดอีกข้อก็คือบรรษัทฯ นี้จะไม่ถูกคุ้มครองอย่างแน่นหนาด้วยพ.ร.บ.คุณสมบัติรัฐวิสาหกิจ ก็เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานของบรรษัทฯ ต้องทำงานด้วยความตื่นตัว และดูแลรัฐวิสาหกิจของเขาตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ที่เราคุ้นเคยกันในตลาดทุนของเรา ในบริษัทมหาชนต่างๆ ไม่ว่าเอสซีจี ธนาคารกรุงเทพ ระบบจะคล้ายๆ อย่างนั้น แต่…รัฐยังเป็นเจ้าของ บรรษัทฯ จะเป็นเหมือนหม้อแปลงไฟฟ้าที่จะมาเชื่อมตรงกลางระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพกับความที่รัฐยังเป็นเจ้าของอยู่

 

มีคำถามว่าเมื่อมีบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติขึ้นมาแล้ว บรรษัทฯ ก็จะออกใบหุ้นให้กระทรวงการคลังให้อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ก็มีความกังวลว่าหากในอนาคตบรรษัทฯ ต้องการจะเพิ่มทุนในรัฐวิสาหกิจใด แต่รัฐไม่สามารถที่จะเพิ่มทุน หรือไม่ต้องการเพิ่มทุน ตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เอกชนจะเข้ามาใช้กลไกตลาดหลักทรัพย์ เป็นการแปรรูปแบบอำพราง เป็นการแปรรูปผ่านการเพิ่ม-ลดทุนในตลาดหลักทรัพย์ ใช่หรือไม่

อ๋อ…อันนี้ไม่ใช่แน่ครับ คงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง คือในพ.ร.บ.นี้กำหนดให้บรรษัทฯ ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังร้อยเปอร์เซ็นต์ และก็ไม่ใช่ว่ากระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในหลายๆ ราย กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นคนเดียวเลย ถือร้อยเปอร์เซ็นต์

บรรษัทฯ นี้ถูกกำกับดูแลแน่นหนาพอควรนะครับ คือยังมีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ดูแลอยู่ข้างบน ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายกฯ ท่านต่อๆ ไปด้วย ดูแลในระดับนโยบาย แล้วจะทำอะไรนั้น มันต้องมีแผนตามยุทธศาสตร์ จะไปเปลี่ยนแปลง ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์…ไม่ได้นะครับ ยุทธศาสตร์บอกว่าไม่มีการแปรรูปต่างๆ แล้วไปแปรรูป ไปขายหุ้น อย่างนี้ผิด ผิดเลย ถัดมาก็คือบรรษัทฯ จะไปทำอะไรก็แล้วแต่ แต่กฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบในขั้นตอนต่างๆ  มากไปกว่านั้นอีกคือบรรษัทฯ ยังจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหามาอย่างมีขั้นตอน คอยกำกับดูแล CEO ของบรรษัทฯ เพราะฉะนั้นบรรษัทฯ จะถูกกำกับดูแล อยู่ดีๆ จะไปทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ เราหวังอย่างนี้ครับ คือบรรษัทฯ ต้องทำงานหนักนะ คือขาหนึ่งถือหุ้นโดยรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อีกขาหนึ่งเขาต้องนำพวกบทเรียนต่างๆ จากบริษัทมหาชน เอกชน มาใช้ให้เป็นประโยชน์

เอาล่ะ…ก็คงมีคำถามว่าทำไมต้องเป็น 11 รัฐวิสาหกิจนี้ คือขณะนี้เรามีรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ทีนี้แม้เราตั้งใจดีอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องเห็นใจท่านนายกฯ เห็นใจรัฐบาล คือบรรษัทฯ เป็นหน่วยงานตั้งใหม่ อยู่ดีๆ จะเอางานไปให้เขาทำทั้งหมด เอ…ยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือเลย ก็เอาบางอันที่อยู่ในรูปที่พร้อมสักหน่อยให้เขาดูแล ก็ดูกันแล้วก็บอกว่าเวลานี้รัฐวิสาหกิจจำนวนหนึ่ง ได้แปรส่วนของเจ้าของเป็นทุนเรือนหุ้น ความจริงมี 13 แห่ง แต่บริษัทวิทยุการบินเขาไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ เขาเป็นผู้กำกับดูแล ส่วนธนาคารกรุงไทยก็ถือหุ้นในกองทุนฟื้นฟูฯ  หักไป 2 ก็เหลือ 11 ลองแสดงฝีมือก่อน ถ้าฝีมือดีค่อยมาว่ากันอีกที ส่วนอีก 40 กว่าแห่ง ให้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)  และกระทรวงการคลังดูแลไปก่อน 11 แห่งนี้อยู่ในทุนเรือนหุ้นแล้ว เพราะฉะนั้นเราก็ใช้หลักธรรมาภิบาลของบริษัทเอกชน มหาชนเข้ามาสวมได้ เพราะเขาเป็นทุนเรือนหุ้น บรรษัทฯ นี้ถือหุ้น

มีคนสงสัยว่าการนำบริษัทรัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันมูลค่ามหาศาลประมาณ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นทรัพย์สินสาธารณสมบัติ รวมทั้งอำนาจและสิทธิมหาชนด้วย เอามารวมกันแบบนี้ เตรียมที่จะเหมาเข่งขายหรือเปล่า โอนถ่ายไปให้คนอื่นหรือเปล่า

เหมาเข่งขายมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตามที่ผมได้อธิบายไปแล้ว ทีนี้เวลาพูดถึงทรัพย์สิน 6 ล้านล้านบาท บางทีเราพูดขาเดียวของบัญชี คือบัญชีนั้นมันมีสองข้าง มีสินทรัพย์แล้วก็มีหนี้สินด้วย แล้วรัฐวิสาหกิจบางแห่ง ผมเรียนตรงๆ ว่าหนี้สินมากว่าสินทรัพย์ เพราะขาดทุนสะสม เวลารับอะไรไปมันไม่ได้รับข้างเดียวที่เป็นสินทรัพย์ มันมีข้างหนี้สินด้วย ความจริงที่เป็นห่วงก็คือมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งขาดทุนสะสมมาก หนี้สินมีมากกว่าสินทรัพย์ จำเป็นจะต้องเข้าไปปรับปรุงแก้ไข

เรื่องที่ห่วงว่าจะเหมาเข่ง รวมศูนย์ อันตราย ขอเรียนอย่างนี้ว่าเจ้าบรรษัทฯ นี้ โดยหน้าที่คือไม่ได้ลงไปปฏิบัติ ไม่ได้ลงไปเป็นผู้บริหาร หน้าที่ของเขาคือเอาบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาลในบริษัทมหาชน เอกชนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นบทบาทของเขาจะคล้ายๆ สถาบันฝึกอบรม เหมือนผู้ชี้แนะ คือถ้าเราจะไปตั้งสถาบันฝึกอบรม 11 แห่ง มันก็เปลืองทรัพยากร วิทยากรคนหนึ่งจะแนะทีละแห่งๆ ก็สิ้นเปลือง บรรษัทฯ นี้ไม่ควรเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ควรเป็นองค์กรขนาดเล็ก เอาบทเรียนที่เรารับรู้จากที่ต่างๆ เอาไปแบ่งปัน ไปชี้แนะเขาว่าระบบที่ดีในการบริหารควรเป็นอย่างไร ก็มีลักษณะกึ่งๆ รวมศูนย์สักหน่อย แต่เป็นการรวมศูนย์ในเชิงความรู้และวิทยาทาน มากกว่าลงไปปฏิบัติ ซึ่งในระดับสากลเขานิยมมาในแนวนี้

ก็คือบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน บริหารจัดการความรู้ในแนวทางเดียวกัน ไม่ใช่เอามารวมกันเหมาเข่งเพื่อเตรียมขายให้กับคนอื่น

ไม่ใช่…ไม่ใช่

ยืนยันว่าไม่ใช่เหมาเข่งเตรียมขาย?

ยืนยันว่าไม่ใช่ แล้วถ้าจะไปเหมาเข่ง ก็คงไม่มีใครซื้อ เพราะข้างหนี้สินมีตั้งเยอะ

แต่ก็ยังมีข้อสงสัย มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการจัดตั้งบรรษัทฯ และการรวบรวมหุ้นกรรมสิทธิ์ในรัฐวิสาหกิจไปรวมศูนย์เป็นหนึ่งเดียว นอกจากจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศชาติแล้ว ยังไม่สามารถพัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจได้  แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือบรรษัทฯ จะอาศัยช่องทางตรงนี้ สามารถนำทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนกับนักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่

เรื่องที่จะเอาหุ้นไปขายตามอำเภอใจ เป็นไปไม่ได้ตามที่ผมได้อธิบายไปเมื่อสักครู่ ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับมูลค่าเพิ่ม ก็เป็นข้อสังเกตที่เป็นห่วงเป็นใย ดังนั้นตอนร่างกฎหมายก็พูดกันเรื่องนี้ไว้ว่า การตั้งบรรษัทฯ นั้นย่อมมีค่าใช้จ่าย ซึ่งกฎหมายจะบัญญัติไว้ว่าไม่ควรเกินเท่าไหร่ๆ เพราะแน่นอนว่ากระทรวงการคลังเขาจะห่วงเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีบทบัญญัติในการประเมินผลงานของบรรษัทฯ ด้วยว่าพอตั้งขึ้นมาแล้วก็มีค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่ง สามารถทำคุณประโยชน์ให้กับระบบรัฐวิสาหกิจอย่างไร  เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ทำให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่เขาดูแลดีขึ้นหรือไม่ แล้วกระทรวงการคลังก็จะมาประเมินผลงานของบรรษัทฯ  นั่นก็คือต้องแสดงผลงานเพื่อพิสูจน์มูลค่าเพิ่มในบทบาทของเขา

มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบครบถ้วน โดยรัฐสภาเสียก่อน แต่ครั้งนี้เหมือนว่าปล่อยให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาเสียงข้างมากที่แต่งตั้งโดย คสช. มาตัดสินใจแทนคนไทยทั้งประเทศ ทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ อย่างไร

เราก็อยู่ในโครงสร้างที่เราเป็นอยู่ในเวลานี้นะครับ ความจริงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เรียกกันว่า stakeholder ไม่ใช่เรื่องเฉพาะแต่ในสภาฯ เท่านั้น ยังมีสหภาพแรงงาน หน่วยราชการ ประชาชน ผู้ใช้บริการ ความจริงก่อนที่ร่างพ.ร.บ. จะมาถึงจุดนี้ ก็ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รับฟังข้อโต้แย้งต่างๆ มามาก เป็นเวลามากกว่า 3 ปี

ได้เปิดโอกาสให้คนที่เห็นต่างมาแสดงความคิดเห็นไหมครับ

ครับ ทั้งหน่วยราชการ ทั้งสหภาพแรงงาน ทั้งนักวิชาการ มีการอภิปราย แม้แต่ในปัจจุบันในสภานิติบัญญัติฯ ที่มีคณะกรรมาธิการวิสามัญกำลังพิจารณาร่างกฎหมายอยู่ ก็มีการเชิญผู้ที่เห็นต่างเข้ามาให้ข้อคิดเห็นด้วย

อีกหนึ่งคำถามที่เป็นประเด็นร้อนตอนนี้ก็คือ บรรษัทฯ สามารถเลือกองค์กรที่จะเข้ามาตรวจสอบบัญชีได้ จึงไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต คอรัปชั่น จะมีอำนาจในการตรวจสอบได้หรือไม่

ไม่เป็นไปอย่างที่สงสัยหรือระแวงครับ ก็คือกฎหมายบัญญัติเลยว่าต้องให้ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจ แต่ในโอกาสที่ สตง. อาจจะงานมาก ก็ต้องเป็นผู้สอบบัญขีที่ สตง. ให้ความเห็นชอบ จะอย่างไรก็แล้วแต่ สตง.เขามีอำนาจอยู่แล้ว

เส้นทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้ มีความจำเป็นและมีความแตกต่างจากที่ผ่านๆ มาอย่างไร

จำเป็นครับ คือระบบรัฐวิสาหกิจเราใหญ่มาก ทั้งสินทรัพย์ทั้งผู้คน และถือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์เยอะ ถ้าเราอยากพัฒนาให้เศรษฐกิจรุดหน้าไป ก็ต้องให้รัฐวิสาหกิจเข้มแข็ง  ทีนี้เวลามันผ่านไป บางแห่งเข้มแข็ง บางแห่งก็มีปัญหาอยู่ ก็ต้องแก้ไข และเราก็ต้องเรียนรู้ ที่จะปรับปรุงแก้ไข ที่สำคัญมากเลยก็คือเชิงสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการกำกับดูแลที่ดี หรือธรรมาภิบาล เป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ระบบของรัฐวิสาหกิจสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ อันนี้นี่แหละคือตัวสาระสำคัญของกฎหมายนี้ ก็รู้อยู่ว่าทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้ทำในสุญญากาศ เราทำในบริบทของเราซึ่งก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่นบางกรณีเป็นเรื่องที่ธุรกิจเอกชนเขาทำได้อยู่แล้ว ในระดับสากลก็บอกว่าแปรสภาพตัวรัฐวิสาหกิจให้เหมือนธุรกิจเอกชนเข้าไปแข่งขัน แต่เรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่ามีความขัดแย้งในเชิงความคิดอยู่ เราก็เลยออกมาในรูปแบบนี้ กลางๆ  อย่างเช่นตัวบรรษัทฯ ด้านหนึ่งรัฐยังถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ไปแตะเลย ไม่ไปแตะเรื่องการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของ แต่อีกด้านหนึ่งเขาต้องฉลาดที่จะเอาเรื่องจำพวกพัฒนาการที่ดีในระยะหลายปีที่ผ่านมา เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์

แล้วเรื่องนี้ความจริง…อย่าไปกลัวมาก เมืองไทยเคยทำมาบ้างแล้ว  อย่างเช่นการตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น สมัยก่อนการดูแลธนาคารพาณิชย์ กระทรวงการคลังเป็นผู้ดู ต่อมาเขาต้องการตั้งหน่วยชำนาญการพิเศษขึ้นมา ที่เข้าใจเรื่องงานเรื่องการ  หรือในปี พ.ศ. 2535 ผู้ใหญ่ที่บริหารบ้านเมืองตอนนั้น ก็เห็นด้วยว่าตลาดทุนบ้านเราโต สมัยก่อนก็ดูแลโดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์  ก็ตั้ง กลต. ขึ้นมา เขาต้องการหน่วยชำนาญพิเศษ ก็มาเป็น กลต. 25 ปีผ่านไป เขาช่วยดูแลตลาดทุนให้เรา

นี่คือโอกาสที่เราจะเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและยังคงยืนยันว่าไม่ใช่การแปรรูปแต่อย่างใด

ไม่ใช่แปรรูปครับ สบายใจได้ครับ

 

Comments

comments