ศิริชัย ไม้งาม จากนักสู้แรงงาน สู่เส้นทางปฏิรูปกับ สปท.

ศิริชัย ไม้งาม จากนักสู้แรงงาน สู่เส้นทางปฏิรูปกับ สปท.

12279171_1634290933489888_283983776858360135_n

557000007481901

ในแวดวงผู้นำแรงานยุคปัจจุบัน ชื่อของ ศิริชัย ไม้งาม  ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ่าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถือว่าเป็นแถวหน้า ที่ไม่มีใครไม่รู้จัก ไม่แต่เฉพาะแวดวงผู้นำแรงงานเท่านั้น ในแวดวงของนักเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนบทบาทที่ผ่านมาของศิริชัย หรือ “พี่ไม้”ก็ได้รับการยอมรับ และพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในหลายสมรภูมิการเคลื่อนไหว

ทั้งในยุคที่เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 มาสุ่ยุคการต่อสู้ของ มวลมหาประชาชน เขาก็ยังคงเข้าร่วมการต่อสู้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่เหมือนเคย ล่าสุด เขาได้รับโอกาสเข้าไปเป็นตัวแทนภาคประชาชน ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.

น่าสนใจว่าในความหลากหลายของ สมาชิก สปท. กับความคาดหวัง ของมวลชนที่มีอยู่ เขาจะมีส่วนผลักดันประเด็นสำคัญๆในการปฏิรูปได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ ไปติดตามได้กับบทสนทนากับศิริชัย ไม้งามได้ ณ บัดนี้

12804310_1121854331187532_1294243988_n12804310_1121854331187532_1294243988_n

การเข้าไปทำหน้าที่ในสภาขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศหรือสปท. กับตอนที่ยังเคลื่อนไหวชุมนุมในนามของ กปปส.ก็ดีหรือก่อนหน้านี้เป็นพันธมิตรก็ดี มันใช่กับสิ่งที่เราคาดหวังไว้ไหม หรือถ้าไม่ใช่ในร้อยเปอร์เซนต์ได้สักกี่เปอร์เซนต์

 

ในส่วนที่ผมได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. มาในสัดส่วนของภาคประชาชน ซึ่งในสมาชิกทั้งหมด 200 คน ก็มีในส่วนของภาคประชาชนจริงๆมาไม่น่าจะถึง 10 คน ที่เห็นชัดก็อาจจะเป็น คุณต่อพงษ์  เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดและผม และอาจจะมาในส่วนของพรรคการเมืองหรือตัวแทนกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นนปช. หรือกปปส.เมื่อเราเองมาเป็นสมาชิกหนึ่งใน คนที่ได้ทำงานขับเคลื่อน เราเองก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน

 

เมื่อเข้ามาทำงานผมคิดว่าเราก็มีความตั้งใจว่าเราพูดถึงเรื่องการปฏิรูป ในเวทีการชุมนุมตั้งแต่พันธมิตรจนมาถึง กปปส. ว่าต้องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่มีการตั้งโจทย์ของภาคประชาชน ดังนั้นการมาทำงานในสภาผมก็ต้องปรับตัวเพราะมันไม่ใช่จริตของเรา จริตของเราคือคนที่ชุมนุมเรียกร้องมาโดยตลอด มาในสภามันก็เป็นเวทีที่จะต้องพูดคุย และรับฟังความคิดเห็น คือคนเขาคิดไม่เหมือนเราทั้งหมด

แต่มันก็มีโอกาส ให้เห็นว่าการปฏิรูปที่พลเอกประยุทธ์ มีความตั้งใจและก็ตั้ง ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไว้ 11 ด้าน ผมเองก็มาอยู่ในส่วนของภาคสังคม อาจจะสนใจในเรื่องของพลังงาน หรือการเมือง

 

เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้ผมเองก็มีความตั้งใจที่จะรับฟัง และจะแสดงความคิดเห็นตามไปโอกาส เหมือนเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับคนที่ทำงานตัวเเทนภาคประชาชนได้มาทำงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้า

คือเราจะไม่ทำตัวเป็นดาวสภา  แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่แสดงความคิดเห็นเลย อันนี้คือสิ่งที่ได้ทำในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา อย่างน้อยก็ให้เห็นว่าเราไม่ใช่นักการเมือง เรามาไม่ได้มีผลประโยชน์ เรามาไม่ได้หวังเรื่องลาภยศสรรเสริญหรือตำแหน่งแต่อย่างใด การมาทำงานผมคิดว่ามันก็ได้เปิดพื้นที่ให้กับคนที่ได้พิสูจน์ว่าตัวแทนกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆที่อยากจะเปิดให้เข้ามาเป็นวุฒิฯ หรืออะไรในรัฐธรรมนูญ ถ้าให้โอกาส จะได้มีตัวแทนของทุกภาคส่วนเข้ามาพูดในสภา มาสะท้อนปัญหา มาเป็นปากเป็นเสียงมาดูแลปัญหา

12279171_1634290933489888_283983776858360135_n12842533_1121817921191173_1215190041_o

พอเข้ามาแล้วมีปัญหาเรื่องความต่างไหม อย่างที่บอกว่าภาคประชาชนเข้ามาไม่เยอะ สิบกว่า คนส่วนใหญ่จะเป็นทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจ ความต่างทางความคิด เวลาเรานำเสนอความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูป การตอบรับหรือความเข้าใจของคนที่เขาอยู่กลุ่มต่างจากเราเขาเป็นยังไง

 

ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่นายทหารอดีตข้าราชการระดับสูง หรือนักวิชาการ นักคิด ก็มีความต่าง อย่างเช่น กรณีผมได้อภิปรายเรื่องแรงงาน เรื่องของกิจการพลังงานโดยเฉพาะเรื่องไฟฟ้าก็ทำให้สมาชิกที่นั่งฟังได้เข้าใจปัญหามากขึ้นเพราะนั่นคือเสียงสะท้อนมาจากคนที่รับรู้ปัญหาและต่อสู้เรียกร้องมาโดยตลอด ผมคิดว่าไม่มีท่านใดที่ไม่เห็นด้วยหรือจะตำหนิ มันก็เป็นความต่างเพราะว่าเราคือตัวแทนของกลุ่ม กลุ่มปัญหามาพูดกับที่ประชุมมานำเสนอ ดังนั้นก็ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี

ผมเองก็ต้องขอบคุณและก็ผมรู้ว่าหลายท่านผมไม่เคยรู้จักท่าน  แต่ท่านรู้จักในฐานะที่เราเองอาจจะเคยยืนบนท้องถนนยืนบนเวที อาจจะดูในการต่อสู้เรียกร้องของเราได้เห็นความคิดความอ่านของเรา  ว่าทำไมเราถึงออกมาต่อสู้บนท้องถนน แล้ววันนี้มีโอกาสได้เข้ามาพูดในสภามันก็เป็นอีกเวทีหนึ่ง แต่ถ้าถามว่าคาดหวังว่าจะสำเร็จมากน้อย เพราะสภานี้ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่วุฒิสภา มันเป็นสภาพูดคุยเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศในแต่ละด้านคือไม่ได้ตั้งต้นมาแต่แรกแต่มาเป็นต่อจากสปช. อีกที

หนึ่ง เอาเรื่องที่สปช.ทำอย่างของผมในส่วนแรงงาน เราเองอาจจะจับเรื่องปัญหาแรงงานข้ามชาติ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศวันนี้ที่ไปกระทบกับเรื่องการส่งออกเรื่องถูกกีดกันทางการค้า

ขณะนี้กำลังทำเราคงไม่ได้ดูแค่ที่แรงงานข้ามชาติ   กรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการได้คุยกันว่า เราจะดูแลแรงงานทั้งระบบยังไง ภายใต้สถานการณ์แรงงาน ให้คนไทยทำงานแล้วมีรายได้ที่เพียงพอ คุณภาพชีวิตที่ดีลดความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรม ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่น่าจะได้นำเสนอกับรัฐบาลผมเชื่อว่า รัฐบาลมีความตั้งใจอยู่แล้วเพียงแต่ว่าคนที่จะสะท้อนปัญหาหรือเวทีที่จะสะท้อนปัญหาเราเองอยู่ตรงนี้น่าจะมีโอกาส

1444332545

แล้วที่ว่าจะจัดการแรงงานทั้งระบบ จะทำอย่างไร  ตรงนี้คุณสิริชัยมีการเตรียมไว้ไหม ในฐานะที่เราก็มีความโดดเด่นเรื่องแรงงาน  ผู้ใช้แรงงานเขาก็คาดหวังว่าเราเข้าไปแล้วจะผลักดันเรื่องต่างๆได้  

ภายใต้ข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงาน ผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรับรองอนุสัญญา ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่เรียกว่าไอแอลโอ ในเรื่อง 87 คือสิทธิการรวมตัว และเรื่อง 98 คือการเจรจาต่อรอง ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็พยายาม ที่จะรับ

ผมคิดว่าขบวนการแรงงานก็ได้นำเสนอกับทุกรัฐบาลว่าถ้าเกิดมีการรับอนุสัญญา 2 ฉบับนี้มันจะทำให้นานาชาตินั้นเห็นว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะให้สิทธิและเสรีภาพกับคนที่ทำงาน และจะทำไม่ให้มองดูว่าถ้ารับรองแล้วจะทำให้คนงานประท้วงหรือ…หรือหยุดงาน วันนี้มันก้าวมาไกลแล้วจากภาพเดิมที่เคยเห็น ถ้าไม่เป็นธรรมเราก็เห็นคนงานอาจจะรวมตัวกัน….แต่น้อยมาก ปีนี้แทบจะมีแค่รายเดียว มีไม่กี่รายที่เป็นข่าว ดังนั้นอย่างไปกลัว  ผมคิดว่านี่คือเรื่องแรก ที่เราเองเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องมีการผลักดัน

 

เรื่องที่สองคือวันนี้ประเทศไทยขาดแรงงาน คนว่างงานมีไม่ถึงร้อยละ 1% แสดงว่ามีการเปิดโอกาสในการทำงาน คนงานไม่พอเราจะจัดการยังไงว่ากิจการไหนใช้แรงงานอะไร เท่าไหร่ แล้วปัญหา อย่างเช่นแรงงานภาคเกษตรหนีไปเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเราจะแก้ไขปัญหายังไง

เช่นผู้ทำเกษตรกล้วยไม้ขาดแรงงานประมาณพันคนก็ร้องมาที่อนุให้เข้าไปช่วยดูแลแก้ไขปัญหา และเรื่องของปัญหาผู้สูงวัย วันนี้เด็กเกิดน้อยกว่าผู้ใหญ่ที่มีอยู่มันก็ทำให้สัดส่วนผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ตอนนี้พยายามคุยว่าจากนี้ไปอีกสิบปีข้างหน้าคนสูงวัยจะมากกว่าคนหนุ่มสาว กำลังดูว่าจะขยายอายุการทำงานประมาณจากหกสิบไปเป็นหกสิบห้าไหมต้องวางแผนเพราะฉะนั้นจะขาดแรงงานแน่นี่คือเรื่องใหญ่ๆ

 

12018710_1121817901191175_941800662_o

ในภาพใหญ่เรื่องการปฏิรูปธงที่เราตั้งไว้ก่อนจะมีการยึดอำนาจของ คสช.ที่บอกว่าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง สมมติว่าร้อยเปอร์เซนต์กับข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ตอนนี้ และเวลาที่เหลืออยู่กับสิ่งที่เราทำ คาดหวังว่าจะได้สักเท่าไหร่ถ้ามองตามเนื้อผ้า

 

 

ผมคิดว่าเรื่องตอนเราชุมนุมก็พูดถึงเรื่องการเข้าสู่อำนาจที่มีการทุจริตการเลือกตั้ง โกงการเลือกตั้งมีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เมื่อได้นักการเมืองเข้ามานักการเมืองก็เข้ามาถอนทุนคืน นักการเมืองไม่มีคุณธรรมจริยธรรม เมื่อเข้ามาสู่อำนาจก็ใช้อำนาจในการบริหารจนทำให้เกิดนโยบายประชานิยมและเกิดความเสียหาย

ขณะนี้รัฐธรรมนูญกำลังที่จะยกร่างออกมาว่าจะคุมการเลือกตั้งยังไง ให้มันเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม แล้วเราจะกำจัดคนไม่ดีที่จะเข้ามายังไง แต่เมื่อหลุดเข้ามาแล้วจะมีมาตรการอย่างไรที่จะลงโทษอย่างเช่นตัดสิทธิถ้าโกงห้ามเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือมีการทุจริตคอรัปชั่นมีการยึดทรัพย์อะไรต่างๆ นี่คือกระแสเรียกร้องจากการชุมนุม

 

อีกอย่างคือการปฏิรูปในกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องของตำรวจ  ก็มีการพูดคุย ในสภาที่อาจจะมีการโอนหน่วยงานของตำรวจบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องไปไว้กับหน่วยงานเช่น ตำรวจรถไฟไปอยู่กับรถไฟ  ตำรวจท่องเที่ยวไปอยู่กับท่องเที่ยว ก็เป็นการนำเสนอของ พลตำรวจโทอำนวย  นิ่มมะโน แล้วแยกอำนาจการสอบสวนปรับการสอบสวนที่มีทั้งสารวัตรสืบสวน สารวัตรปราบปราม อย่างน้อยก็มีเป็นคณะมาสอบ เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ก็พูดถึงการที่จะปกครองยังไง ก็คงมีทั้งหมด 11 ด้าน มีการนำเสนอ ก็เริ่มที่จะทยอยในการนำเสนอในแต่ละด้าน

 

เขาแบ่งให้คณะกรรมาธิการแต่ละด้านไปสรุปศึกษา    คณะไหนพร้อมก็มานำเสนอในวิปของสภา เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม แล้วก็ให้ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็น แล้วสุดท้ายคือรับไม่รับ

เรื่องไหนที่รับก็ไปถึงรัฐบาล เรื่องไหนที่เห็นว่าปรับปรุงก็นำไปปรับปรุง ก็ใช้เวลาประมาณปีครึ่ง คือภายในปีครึ่งคงไม่ได้สำเร็จทุกเรื่อง แต่เรื่องหลักๆก็น่าจะได้ทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน

 

 

 

ถ้าประเมินในเรื่องของการลงทุนเราประชุมกันมาข้ามเดือนข้ามปี กับสิ่งที่กำลังจะได้และได้ในอนาคตจนจบ คิดว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม

 

ณ วันนี้ผมถือว่าคุ้ม ก็ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าไม่ได้อยู่ในอำนาจ แต่จากนี้ไปเราจะได้ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนี่คือสิ่งที่ต้องคิด ถือว่าก็คุ้มสูญเสียทั้งชีวิตผู้นำตั้งเกือบ 30-40คน ไล่จากพันธมิตรมาก็ถือว่าเยอะ

 

สำหรับประเด็นเรื่องปองดอง มาถึงวันนี้ก็ยังไม่มีรูปแบบที่จะทำให้เห็นว่าจะปรองดองยังไง ในมุมของคุณสิริชัยเองด้านหนึ่งก็อยู่ในกระแสความขัดแย้ง วันนี้เข้ามาอยู่ในกระบวนการปฏิรูปตรงนี้ มีความคิดเกี่ยวกับการปรองดองตรงนี้ยังไง

 

ผมคิดว่าวันนี้พูดถึงเรื่องปรองดองอย่าไปพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรม ปรองดองเป็นเรื่องจำเป็นที่จะทำให้คนทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคู่ขัดแย้ง มาพบปะพูดคุยกัน โดยมองเรื่องของประเทศบ้านเมืองเป็นตัวตั้ง แล้วจะทำยังไงที่จะให้ความคิดเห็นที่แตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไรแต่ไม่ควรที่จะเกิดความแตกแยก

หรือใช้อาวุธหรือความรุนแรงมาหักหาญ ผมคิดว่าตรงนี้ควรก้าวข้ามเพราะมันเป็นจุดความขัดแย้งกันมา

ผมคิดว่าในระดับปฏิบัติมันเริ่มมีเวทีในการพูดคุยกัน หลายครั้งหลายหนตรงนี้มันทำให้เห็นว่าข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นของสภานิติบัญญัติหรือสปท. ก็พยายามให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญเกิดขึ้น อันนี้ก็เพื่อจะดึงทุกภาคส่วนมา แต่เนื่องจากว่าทางท่านนายกเห็นว่าการที่จะพบปะพูดคุยปรองดองอีกฝ่ายหนึ่งหรือฝ่ายไหนก็ตามต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปรองดอง คุณต้องค้นหาความจริงต้องยอมรับต้องมีการขอโทษ ต้องมาเป็นเบ็ดเสร็จที่จะเยียวยา ไม่ใช่กระบวนการจะปรองดองแต่อีกฝั่งหนึ่งก็ยังไม่เลิก ผมเองเมื่อผมได้ดูคลิปที่ถ่ายมาจากสหรัฐอเมริกา ก็ได้เห็นว่ายังไม่หยุด คือยังขยายความขัดแย้งที่ยังมีอย่างงั้นก็ไม่ได้เกิดประโยชน์หากไม่มีความตั้งใจจริง

12837777_1121817867857845_592729537_o

 

ฝั่งทักษิณดูเหมือนจะไม่พร้อม ไม่ขานรับเท่าไหร่อย่างนั้นหรือไม

 

ผมคิดว่าภายในคนที่อยู่กับมวลชนคนที่ถูกดำเนินคดีเขาอยากปรองดอง เพราะว่าต้องยอมรับว่าแกนนำไม่ได้ติดคุก คุณอยู่ข้างนอกคุณยังใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค พูดอะไรได้หมด แต่คนที่ได้รับเคราะห์กรรมจากการชุมนุมทางการเมือง วันนี้เขาถูกดำเนินคดีคดีไม่ได้หยุด เราก็ต้องเห็นใจทำยังไงสุดท้ายคือประชาชนส่วนหนึ่งที่ฝ่ายรัฐเองก็ต้องให้ความรู้ความเข้าใจโดยเฉพาะสื่อมวลชนเป็นส่วนสำคัญที่จะให้ความเข้าใจ คนที่เป็นประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังเสร็จยังฟังแต่สิ่งที่เขาพูด แต่งเรื่องราวต่างๆมา ต้องจัดการสื่อที่บิดเบือนเรื่องเหล่านี้ด้วย

 

12842533_1121817921191173_1215190041_o

การพูดคุยจะเริ่มต้นได้ไหมอย่างจะตั้งกรรมาธิการ ฝั่งนปช.จตุพรบอกว่าไม่เข้าร่วม สิ่งต่างๆเหล่านี้จะขยับได้ยังไง

มันเป็นปัญหาภายในของฝั่งนั้น ผมคิดว่าทางนั้นก็พยายามลากเกม ถ้าเรามองดูเกมก็รู้ว่ารัฐธรรมนูญถ้าไม่ผ่านมีการล้มกระบวนการประชามติ ที่พยายามที่จะไม่ให้มีเลือกตั้งเกิดขึ้น ไม่ใช่อยากให้มีเลือกตั้ง เหมือนกับว่าพยายามล่าเกมไปเรื่อยๆ เป็นเกมของเขาเพื่อสร้างความชอบธรรมแล้วทำให้รัฐบาลนี้กาก คุณต้องแบกรับปัญหาเศรษฐกิจปัญหารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่เขาเองก็สร้างกระแสมาโดยตลอด ดังนั้นอันนี้คือปัญหาภายในของเขาเอง

 

 

สุดท้ายจะอธิบายอย่างไรคือตอนนี้รัฐบาลเองก็มีปัญหาเยอะในเรื่องต่างๆ ที่สำคัญดูเหมือนว่ากลุ่มต่างๆที่เคยสนับสนุนคสช.สนับสนุนนายกในช่วงแรกๆ พอเวลาผ่านไปเริ่มดูเหมือนจะไม่ค่อยปลื้ม ทั้งเรื่องของการออกนโยบายและอีกหลายหลายเรื่อง ดูเหมือนกับว่าแนวร่วมที่เคยเป็นแนวร่วมของรัฐบาล ดูเหมือนจะห่างๆออกไปในตอนนี้จะทำยังไงจะฝากอะไรถึงรัฐบาล หรือประชาชน

ผมคิดว่าประชาชนทั่วไปรับพลเอกประยุทธ์ได้ และอีกอย่างผมเห็นว่านายกที่มาภายใต้วิกฤติบ้านเมืองแบบนี้เป็นเรื่องหนัก ท่านเองก็ได้แสดงความกล้าหาญและการตัดสินใจหลายเรื่องที่ยึดประโยชน์ของประเทศ ดังนั้นพลเอกประยุทธ์คงประกาศว่าจริงๆท่านเองก็ไม่อยากอยู่ รัฐธรรมนูญจะเสร็จไม่เสร็จก็เข้าสู่การเลือกตั้งและสุดท้ายก็คือเมื่อภายใต้ภารกิจนี้มาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็เป็นเรื่องของคนไทยทั้งชาติ ต้องมาแบกรับภาระนี้ต่อ ก็คือโยนให้คนไทย คนเลือกตั้งรับผิดชอบคุณก็ออกมาให้มากคน คนเลือกตั้ง 40 ล้านคน อย่าให้คน10 ล้านคนมานำแล้วก็อ้างว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่ นี่คือการกระตุกทำให้คนในสังคมได้เห็นว่าจากนี้ไปอีกประมาน 2 ปีต้องเตรียมแล้ว ว่าคนไทยจะคิดอะไรยังไง เรากำลังสร้างกลไกกติกาที่ให้เกิดขึ้นที่จะควบคุม โดยผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยออกกฎหมายประชามติ ไม่รู้จะออกมายังไงเรายังไม่เห็น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าท้าทายมาก

 

Comments

comments