สาวออฟฟิศทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน สู่ชีวิตเกษตรกรตามรอยพ่อสอน @ไร่ ณ ชายแดน

สาวออฟฟิศทิ้งเงินเดือนครึ่งแสน สู่ชีวิตเกษตรกรตามรอยพ่อสอน @ไร่ ณ ชายแดน
by

  %e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%a2

          การดำเนินตามรอยพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำหรับใครหลาย ๆ คน อาจจะเป็นเรื่องที่คิดว่าทำได้ยาก แต่ไม่ใช่สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ อย่าง นางสาวลลิดา คำวิชัย หรือ “หน่อย” ที่มีอายุเพียงแค่ 24 ปี แต่เป็นเจ้าของไร่ ณ ชายแดน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลทัพพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว สถานที่ซึ่งดำเนินตามแนวพระราชดำรัส

ทีมงานสนามข่าวดอทคอมได้มีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรรุ่นใหม่ท่านนี้เกี่ยวกับที่มาของไร่ ณ ชายแดน และมุมมองความคิดต่าง ๆ ของเธอในการผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว โดยเธอได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองด้วยการเริ่มเล่าถึงที่มาของไร่ ณ ชายแดน และการเป็นเกษตรกรว่า  “เริ่มแรกมันร้าง พูดว่าร้างเลย พื้นที่ไร่มันมีพื้นที่อยู่ 35 ไร่ 35 ไร่นี่มันไม่ได้มีชีวิต หน่อยกลับไปแต่ละครั้งคือ ตอนนั้นก็ยังเรียนอยู่ที่ราม เรียนด้วยทำงานด้วย ก็เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนนะ ก็เคยเป็นเซลแบงค์ ทำงานที่ธนาคาร

แต่ก่อนเป็นเซลแบงค์แล้วก็ทำงานเป็นหลักที่จะต้องเอาหาเงินทุนมาเรียน ก็เรียนป.ตรีอยู่ที่นี่แหละ (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เรียนได้ 2 ปี ซึ่งก็เรียนสาขาการตลาด แล้วก็เรียนบริหารรัฐกิจ เรียน 2 สาขา เรียน 2 คณะ”

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7

จุดเปลี่ยนของสาวออฟฟิศ เงินเดือนเกือบครึ่งแสน แต่ผันตัวไปเป็นเกษตรกรคืนถิ่น

“ทีนี้พอตอนที่ตัดสินใจจะกลับไปจริง ๆ ตอนนั้นคือเรียนการตลาด แต่หน่อยเรียนเสาร์-อาทิตย์ ทำงานจันทร์-ศุกร์ แล้วอีกใบนึงจะเรียนแบบอ่านหนังสือสอบ หน่อยก็มองว่าเรียนไปเยอะแยะ มีโอกาสเรียนไปเยอะ ๆ บางคนบอกว่าเรียนทำไมหลายใบ ก็เรียนไปเยอะ เรียนอัดไปเยอะ ๆ เลยนะ เพื่ออะไร เพื่อเอาความรู้กลับไปที่บ้าน แต่ไม่รู้หรอกคิดถูกหรือคิดผิด แต่ที่นี่ไม่มีอย่างนึงให้เรียนคือเกษตร หน่อยก็มองว่าที่นี่เด่นรัฐศาสตร์

คือมันมีอีกเหตุผลนึง คือแม่เป็นอดีตผู้นำนะ แม่เป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็แม่ด้วยความที่มีความรู้น้อยแล้วก็ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพราะบ้านยายจะไม่ค่อยมีเงินตอนเด็ก ๆ แม่ก็ไม่ได้เรียน แต่ต่อมาแม่ก็ไปเรียนโครงการของพ่อหลวงที่จังหวัดสุรินทร์ ไปเรียนเพื่อจะเรียนสาขานี้ ‘รัฐศาสตร์’

แม่บอกว่า หน่อย แม่ไม่มีตังค์เรียนนะ ถ้าหน่อยมีโอกาสเรียน แม่อยากให้เรียน ก็เลยเรียนสาขารัฐศาสตร์เพื่อแม่ มันเป็นสาขาบริหารรัฐกิจ ซึ่งมันจะสอนหัวใจหลัก ๆ คือให้ช่วยเหลือประชาชน แต่ตรงกันข้าม หน่อยเรียนการตลาด การตลาดสอนให้ทำยังไงก็ได้ให้เงินออกจากกระเป๋าลูกค้า ซึ่งมันแบบ…

ตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกว่าเราจะทำยังไงให้เรามีธุรกิจของเราแล้วช่วยเหลือคนอื่นไปได้ด้วย จะทำยังไง ก็มามองตัวเองว่า แม่ทำไร่ทำสวน แต่จะทำยังไงให้ทำไร่ทำสวนด้วยแล้วได้เงินด้วย แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่นได้ด้วย ก็เลยมองว่าใกล้จบแล้ว 4 เดือนสุดท้าย ซึ่งเรียนที่นี่สาขาการตลาดเรียนเสาร์-อาทิตย์นะ เขาเรียกว่าภาคพิเศษ ก็อีก 4 เดือน หน่อยใช้เวลา 4 เดือนนี้เทียวกลับไปหาแม่นะ แล้วก็เรียนด้วย กลับไป แล้วตอนนั้นลาออกจากธนาคารแล้ว ตัดสินใจบอกหัวหน้า คือไม่ได้บอกหัวหน้าว่าจะกลับไปทำไร่ทำสวน บอกหัวหน้าว่าหนูมีความจำเป็นที่คิดว่าจะไปที่อื่นแล้ว เขาก็คิดว่าหน่อยจะไปทำงานที่อื่น เพราะว่าเงินเดือนตอนนั้นก็ประมาณ 30,000 กว่าบาท บวกค่าคอมมิสชั่น ก็ถือว่าอยู่ได้

เพราะว่าก็ใช้ชีวิตระเริงเหมือนกันในกรุงเทพฯ เพราะว่าก็กินหรูกินหรา ห้องพักก็ต้องนอนดี เพราะเราทำงานเหนื่อย เงินเดือน ๆ นึงได้ 30,000-40,000 บาท  อย่าเรียกว่าเงินเดือน มันมีค่าคอมค่าอะไร เราแอคทีฟสุด ๆ เพื่อให้ได้เงินก้อนนี้มาต่อสิ้นเดือน เราก็มองว่า เราต้องกินต้องใช้ให้มันสำราญไปเลย ให้มันหายเหนื่อย เพราะเหนื่อยมาทั้งเดือน แล้วอยู่ซอยมหาดไทยด้วยนะ ซอยที่สีสันบันเทิงนี่สุด ๆ จู่ ๆ วันนึงก็คิดว่า มันไม่ใช่เรา มันอยู่แล้วเหมือนไม่มีความสุข แล้วอยู่ดี ๆ ก็กลับบ้านไปแล้วมองพื้นที่ของแม่ ก็เริ่มพูดกับแม่ว่าขอตรงนี้ แม่ถามเอาไปทำอะไร? บอกแม่ว่า เรียนจบแล้วก็ขออะไรบางอย่าง แม่ก็ถามแล้วจะทำอะไร? ก็บอกจะเปิดไร่ให้มันเป็นแบบท่องเที่ยว ให้มีคนมาหาเรานะแม่”

%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88

ภาพฝันที่วาดไว้ทำให้ค้นพบความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

“คือหน่อยก็มโน คือมโนเยอะมาก เพราะความฝัน ก็บอกแม่ว่าหน่อยจะทำไร่ให้มันแบบ.. คือแม่นึกภาพเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะเป็นฟาร์มนะแม่ มันเป็นจิตมโนของเด็กที่มีความฝัน แม่ก็บอกว่าแม่มองไม่ออก

ทีนี้ 4 เดือนนี่ เทียวกลับไป-กลับมา เริ่มจากพิสูจน์ตัวเองด้วยการถางหญ้า ไป-กลับ อยู่อย่างนี้ ทำจนให้แม่เห็นว่ามันเอาจริง เพราะว่าหน่อยมีเวลา 5 วันต่ออาทิตย์ 2 วัน หน่อยต้องขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ หน่อยก็ทำจันทร์-ศุกร์ ถางหญ้า ถางอะไร จนแม่ก็เริ่มเปิดใจ คือเอาคนงานเขมร คือแรงงานถูกนะ วันละ 200 บาท เอามาช่วยถางจนแม่มองว่ามันน่าจะเอาจริงเอาจัง ทีนี้ก็ไม่ได้มีเงินทุนอะไรนะ ไม่ได้มีเงินทุนที่จะทำสิ่งก่อสร้างหรืออะไรต่าง ๆ ก็พอวันนึงแม่ก็มีความรู้สึกว่าลูกไม่สบายแล้ว มันมาอยู่แล้วมันจะได้จริงเหรอ? คือคนก็ดูถูกเยอะนะ เรียนจบแล้วมันท้องหรือเปล่า? กลับมาบ้านมันอกหักหรือเปล่า? คนก็เฝ้ามอง หรือมันบ้าหรือเปล่า? มันเรียนจนมันบ้าหรือเปล่า? อะไรต่าง ๆ มันน่าจะเป็นอะไรสักอย่าง คนก็มองหน่อย

หน่อยก็พิสูจน์ให้แม่เห็นคนแรก หน่อยก็ดูพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ตอนนั้นหน่อยก็เริ่มคิดว่า อยู่บ้านเราก็ไม่สิ้นเปลืองนี่นา มันก็แทบไม่ต้องใช้เงิน ก็เลยสงสัยว่าอยู่ได้ยังไงนะ แล้วตอนอยู่กรุงเทพฯ คือตื่นเช้ามาก็ใช้เงินแล้ว แต่อยู่บ้านไม่ได้ใช้เงิน

หน่อยก็เลยนึกถึงคำนึงว่าความพอเพียง มันนึกได้ มันอิ่มตัว ด้วยคนที่จะเป็นอย่างหน่อยคือต้องถึงจุดอิ่มตัวจริง ๆ นะ หมายความว่าไม่ต้องการความหรูหราแล้ว ตัดกิเลสตรงนั้นได้ ถามว่ายังอยากสังสรรค์กับเพื่อน ๆ อยากกิน อยากอะไรนี่ไปได้ แต่พอประมาณ หน่อยก็เลยดูแม่ เพราะแม่เป็นคนชอบเปิดข่าวพระเจ้าอยู่หัวฯ(สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙) อยู่แล้ว เราก็ดู ก็คุยกับแม่ว่า พระองค์ท่านลำบากเพื่อประชาชน พระองค์ท่านนี่อยู่แบบพอเพียงนะแม่ ก็คุยกับแม่มาโดยตลอด

ทีนี้ก็เลยนึกแล้วว่าความฝันที่อยากจะมีฟาร์ม คำว่าฟาร์มมันไม่ใช่ เลยบอกแม่ว่า หน่อยรู้แล้วว่าหน่อยกลับมาทำอะไร  4 เดือนนั้นจากถางหญ้าอย่างเดียวก็เริ่มปลูกต้นไม้ หน่อยรู้แล้วว่าหน่อยอยากทำอะไร หน่อยอยากเปิดศูนย์เรียนรู้ หน่อยมีความรู้ แม้ว่าจะไม่ใช่ความรู้เกษตร หน่อยเห็นเด็กเยาวชนในชุมชนและผู้สูงอายุ แล้วหน่อยก็ยังมีตำแหน่งคือประธานสภาเด็กและเยาวชน ทำไมหน่อยไม่เอาความรู้ที่หน่อยมีกลับมาพัฒนา เพราะมันเป็นสิ่งที่หน่อยโหยหามาตลอด คือหน่อยมีกัน 2 คนกับแม่ ก็เลยบอกแม่ว่านี่แหละคือสิ่งที่หน่อยอยากกลับมา กลับมา 1.อยู่กับคนที่เรารัก อยู่กับแม่ 2.มาอยู่กับสิ่งที่แม่รักมาตลอดคืออาชีพเกษตรกร”

nach1%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3

นำความรู้ที่มีมาประยุกต์ใช้ ไม่ให้กลายเป็นเกษตรกรที่ยากจน

“หน่อยพยายามจะบอกทุกคนว่าหน่อยเป็นเกษตรกรของพระราชา เพราะหน่อยเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เป็นเกษตรกรที่มีความรู้แล้วกลับไปคืนถิ่น มันจะมีกลุ่มมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Young Smart Farmer หรือ กลุ่มเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นต้นกล้าคืนถิ่นอะไรต่าง ๆ ที่มีโครงการพยายามให้เกษตรกรรุ่นใหม่มีค่า

แล้วทุกวันนี้กระแสเกษตรก็ดัง แล้วก็มีคนแบบนี้ บ้า ๆ แบบนี้ ไม่ว่าจะจบปริญญาโท, จบปริญญาเอก เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นอะไรต่าง ๆ แล้วทิ้งทุกอย่าง แล้วไปเป็นเกษตรกร เพราะอะไร? เพราะเขามองว่าเขาสามารถกลับไปทำอย่างที่หน่อยทำอยู่ หน่อยก็ไม่ได้บอกว่าหน่อยเป็นคนสำเร็จแล้ว หน่อยก็คนเริ่มต้นเหมือนกัน แต่หน่อยมองว่า นี่แหละ มันเป็นอะไรที่เขาก็มองเหมือนหน่อยว่าเกษตรกรรุ่นเก่า คือรุ่นพ่อรุ่นแม่ เขาทำเกษตรแต่เขาไม่มีองค์ความรู้ คือ ปลูกได้ แปรรูปไม่เป็น หาตลาดไม่ได้ นั่นทำให้เกษตรกรจน ทำให้เกษตรกรไม่มีช่องทางการตลาด หน่อยก็สามารถประยุกต์เอาการตลาดเข้าไปใช้ โดยที่หน่อยกับแม่ คนในชุมชนอยู่ได้

ตอนแรกมันอาจจะมีแค่หน่อยกับแม่ แต่ตอนนี้หน่อยไม่ได้มีแค่หน่อยกับแม่แล้ว ตอนนี้หน่อยมีแม่ มีหน่อย มีเกษตรกรกลุ่มเกษตรกรผสมผสานเพื่อความยั่งยืนที่หน่อยตั้งขึ้น แล้วก็คนที่เคยบอกว่าหน่อยบ้า คนที่เคยว่าหน่อยกับแม่บ้า เขามาอยู่กับหน่อย หน่อยเปลี่ยนความคิดเขา เปลี่ยนจากเราเอาใจเรา เขาเห็นสิ่งที่เราทำว่ามันทำได้จริงไหม ก็เกิดการรวมตัวจนถึงทุกวันนี้

เพราะว่าพอเขาปลูก เขาทำ อย่างหน่อยปลูกกล้วย เกษตรกรถ้าเราทำได้มากกว่าการปลูกกล้วย เช่น เอาไปแปรรูป แล้วเรามีตลาดอีก เวิร์คนะ แต่ถ้าเราปลูกกล้วย แล้วทำให้มันได้คุณภาพ แล้วเรามีตลาดก็เวิร์คเหมือนกัน ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องมาแปรรูปทำกล้วยฉาบเหมือนกัน ขอแค่ อย่างตัวหน่อยเองมีกลุ่ม กลุ่มก็สำคัญ พอเราทำได้ คนอื่นเห็นก็เกิดการรวมกลุ่ม พอหน่อยทำ หน่อยปลูกกล้วย คนอื่นอาจจะปลูกกล้วยได้แค่ 7-8 บาท แต่หน่อยสามารถทำกล้วยหวีนึงให้มันเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ใส่บรรจุภัณฑ์ลงไป มีตรายี่ห้อแปะ ส่งขายตามร้านโอท็อปต่าง ๆ ห้างนายทุนต่าง ๆ เขาเห็นว่ามันมีกลุ่มเยาวชนนะ กลุ่มโอท็อป ก็เกิดการแปรรูป

แล้วหน่อยไม่ได้เอาแต่ตัวเอง หน่อยเอากลุ่มชาวบ้านด้วย ถ้าหากถามว่าทำไมเกษตรกรเก่า ๆ ถึงยากจน ถึงไม่เหมือนเกษตรกรรุ่นใหม่ เพราะเกษตรกรรุ่นใหม่มันมีวิชาการ มีความรู้และปฏิบัติคู่กัน แต่เกษตรกรแบบเก่าเขามองว่าฉันทำได้ แต่เข้าไม่มีตลาด ฉันต้องง้อนายทุน มันบีบเรา เราก็ไม่มีทางเดิน หน่อยคิดว่ามันน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะว่าหน่อยทำอยู่ แล้วมันทำให้ครอบครัวหน่อย ปู่ ย่า ตา ยาย หรือว่าคนในชุมชนลืมตาอ้าปากได้ก็คิดว่าเป็นคำตอบนี้ค่ะ”

nach2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3 

ผลผลิตจากไร่ ณ ชายแดน และข้าวที่ไม่ได้ปลูกในนา

“มีกล้วย,ทานตะวัน,ฝรั่ง,เพกาลิ้นฟ้า มีพืชหมุนเวียนเป็น อ้อย,มันสำปะหลัง,ข้าวโพด พวกนี้จะเป็นเงินหมุน มีเงินหมุนตลอดเลย แล้วก็มีข้าวไร่ ซึ่งเราไม่ได้ทำนา เพราะเราเป็นชาวไร่ เรามีแต่ไร่ เราไม่มีนาเลย เราก็ปลูกแบบทำไร่เอา ปลุกแค่ 70 วันเองก็ได้กินข้าวแล้ว เคยมีนักวิชาการบอกว่าปลูกข้าว ใช้สปริงเกอร์ก็ได้ มันเป็นข้าวไร่นี่แหละ เป็นข้าวที่ไม่ต้องใช้น้ำมาก ใช้น้ำแค่ให้ดินชุ่ม ๆ ก็โต ซึ่งหน่อยไม่ขายข้าว หน่อยขายพันธุ์ข้าว เพราะมันได้เงินมากกว่า ถังละ 450 แค่กระสอบเดียวหน่อยได้เงินหลายพันนะ หน่อยก็เลยคิดว่าขายพันธุ์ข้าวดีกว่า ไม่ขายแล้วข้าว เพราะของอะไรที่มีน้อย ๆ จะได้ราคาสูง”

          หลังจากที่คุณหน่อยได้เล่าเรื่องราวของไร่ ณ ชายแดน และจุดเปลี่ยนของชีวิตเธอให้ทางทีมงานสนามข่าวได้ฟัง ทางทีมงานก็ได้ถามคำถามสำคัญกับเธอ

%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%88

ประทับใจพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเรื่องไหนมากที่สุดและยึดหลักปรัชญาเรื่องไหนบ้าง?

“เรื่องระเบิดจากข้างในค่ะ เพราะต้องเป็นคนที่ลงมาในชุมชนเท่านั้นถึงจะเข้าใจ พระบาทของพระองค์จะต้องเหยียบย่ำลงมาถึงจะรู้ ซึ่งหน่อยเพิ่งจะกระจ่างว่าสิ่งที่หน่อยทำมันตรงกับสิ่งที่พระองค์ตรัสว่าระเบิดจากข้างใน ตอนแรกงงมากว่าแปลว่าอะไร หน่อยว่าบางคนที่ไม่เคยอ่านพระราชดำรัสจะไม่รู้ความหมาย หน่อยก็คิดไปว่าเป็นคำวัยรุ่นหรือเปล่า? ซึ่งไม่ใช่ เป็นคำจากพระราชดำรัสที่เปรียบเสมือนว่า คนเราหากอยากจะรู้ความลำบากในชุมชน อยากจะสร้างความเจริญในชุมชน มันต้องสร้างจากในชุมชน เรียนรู้จากในชุมชนไปสู่ข้างนอก ไม่ใช่เอาความเจริญจากข้างนอกเข้ามาข้างใน โดยที่ชาวบ้านปรับตัวไม่ได้ นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ประมาณนี้ แต่ในความคิดของหน่อย มันคือสิ่งที่หน่อยกำลังทำอยู่มาโดยตลอดระยะเวลา 2 ปี ว่าหน่อยกำลังพยายามจะสร้างคนในชุมชนของหน่อยเข้มแข็งอยู่แล้ว ให้เข้มแข็งขึ้นไปอีก

มีภูมิปัญญาอยู่แล้วก็เอาภูมิปัญญานั้นมาเพิ่มมูลค่า ให้เลี้ยงตัวเองได้ ให้อยู่อย่างมีภูมิคุ้มกัน เพราะอะไร? เราลองหันกลับไปมองวิถีชีวิตสิ ใต้ถุนยังมีพ่อใหญ่-แม่ใหญ่ นั่งสานตะกร้า, ทำคันเบ็ด แต่วิถีชีวิตตอนนี้คืออะไร? พ่อใหญ่-แม่ใหญ่ก็เริ่มล้าหลังไป เริ่มแก่ไป ในขณะที่รุ่นลูกหลานเรา ตื่นเช้ามาเล่นแต่ไอแพด ๆ วิถีชีวิตเดิม ๆ มันจะหมดไปแล้ว หน่อยก็เลยใส่เสื้อมะกะแหล่ง, คอกระเช้า ให้เด็ก ๆ รุ่นหลังเห็น หน่อยว่าเท่ห์นะ เสื้อลายดอกก็ใส่ให้เห็น ก็พับแขนให้เห็นว่าก็เป็นแฟชั่นได้เหมือนกัน ไม่เห็นจะไม่เท่ห์เท่าเสื้อผ้าแฟชั่นเลย หน่อยก็ใส่มากรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯก็มองหน่อย แต่หน่อยคิดว่ามันก็แสดงตัวตนดีนะ แล้วยังดูน่ารักด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่อยอยากจะให้มันคงอยู่ อยากให้สิ่งที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ยังอยู่

เพราะถ้าถามว่ารุ่นลูก รุ่นหลานจะรู้จักไหมกับสิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญา จะรู้ไหมว่าพ่อแม่ทำอะไรไว้ให้เราบ้าง จะดำนาเป็นหรือเปล่า จะเกี่ยวข้าวเป็นไหม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งหน่อยคิดว่า พระองค์ท่านพยายามจะสอนเราเสมอ ขนาดแม้กระทั่งยาสีฟัน พระองค์ท่านยังใช้จนหมดเกลี้ยง นั่นคือการสอนความพอเพียง และยังมีรูปที่พระองค์ทรงก้มกราบสมเด็จย่า แสดงถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ อะไรต่าง ๆ ท่านทำไว้เป็นแบบอย่างมากมาย และหน่อยยึดที่สุดในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นี่คือสิ่งที่หน่อยยึดมาตลอด ซึ่งหน่อยอาจจะไม่สามารถควบพร้อมกันทั้งหมด แต่ในเรื่องของปรัชญาต่าง ๆ หน่อยยึดถือ อะไรที่นำมาประยุกต์ใช้กับเราได้ เราก็ทำ แต่ปรัชญาบางอย่างเราอาจจะยึดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร”

 

จากบทสัมภาษณ์นี้ คงทำให้ใครหลาย ๆ คนได้มองเห็นว่า แท้จริงแล้ว ความสุขไม่จำเป็นต้องไปมองหาที่ไหน แต่มีอยู่รอบตัวเรา รวมถึงการนำปรัชญาตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแค่เรานำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตของเรา ก็สามารถดำเนินตามรอยพระราชดำรัสของพระองค์ได้แล้ว

 

เรียบเรียงโดยเพชรรัตน์ แสงมณี

 

 

Comments

comments